Tag:Name

posted on 01 Dec 2009 21:34 by chabarimklong

กำลังมึนๆงงๆ

นึกเรื่องอัพไม่ออก

ก็พอดี๊..พอดี 

พี่ติ๊งโหน่งโยน tag มาช่วยชีวิตเอาไว้

จริงๆว่าจะทำตั้งกะเมื่อวาน

แต่เจ้าโฟล์คมันป่วนซะ..เวียนหัว

เลยไม่ได้ทำ

วันนี้ได้ฤกษ์ซะที

กติกา

1.แปะรูปตัวเองอย่างน้อย 1 รูป

2.ตอบคำถาม 15 ข้อ

3.ส่งต่อให้ผู้โชคร้าย 5 ท่าน

พร้อมแล้ว

ไปกันเล้ยยยยยยยย

แปะรูปงามๆก่อน

หน้าบานได้อีกนะแก

1.ชื่อจริงและความหมาย

สุดารัตน์ อยากจะบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าหมายความว่าไร ใครรู้บอกหน่อยดิ

2.ชื่อเล่นเต็มยศ

แอน (ชื่อที่สิ้นคิดที่สุดในสยามประเทศ)

3.ฉายา

นังโบ๊ะ (หน้ามันมากไง ซับหน้าเติมแป้งทั้งวัน)

ลำยอง (คงไม่ต้องบอกถึงที่มา)

อิแหว่ง (สมัยเรียนต้องคั้นน้ำใบเตยมาทำอะไรซักอย่างนี่แหละ  อินี่หั่นใบเตยเมามันมาก หั่นๆไป

ล่อนิ้วตัวเองเข้าให้ เล็บแหว่งไปพักนึงเลย)

4.ชื่อภาษาอังกฤษ

SUDARAT

5.ชื่อภาษาจีน

หมวยเกี๊ยะ  สงสัยคนเรียกมันแอบด่าว่าเราหน้าเหมือนส้นตรีน 

6.ชื่อภาษาญี่ปุ่น

มิกิโกะ  (เคยมีคนเรียกแบบนี้จริงๆนะเอ้อ)

7.ชื่อภาษาเกาหลี

ชงบางบาง  (มึงจะรีบชงเข้มไปไหน ยังหัวค่ำอยู่เลย)

8.ชื่อเล่นที่ใช้ในเน็ต

ลำยอง,แอนสวย (ใช้ได้ไม่นานเพราะเพื่อนมันด่าว่า....ตอแ-ล)

9.ชื่อที่คนอื่นเรียกผิด

พัชราภา

10.ชื่อที่คนต่างชาติเรียก

Anna (แอนนา) ฟังแล้วเหมือนเรียกป้าแก่ๆ

11.ชื่อที่อาจารย์ชอบเรียก

สุดารัตน์...แอบกินไรใต้โต๊ะ

12.ชื่อที่อยากให้คนอื่นเรียก

น้องชบา (ไม่รู้เป็นไร แต่ชอบชื่อ ชบา มากๆ มันฟังดูเป็นผู้หญิงไทยๆ ผิวเนียนคล้ำ หน้าหวานๆ..

ซึ่งไม่ใช่กรูเลยซักนี้ดดดดดดดนึงส์)

13.ชื่อที่ไม่อยากให้คนอื่นเรียก

คุณสุดารัตน์...เชิญที่ช่องจ่ายเงินค่ะ

14.ชื่อที่ใช้เรียกแทนตัวคนรัก

พี่บอล (เรียกกันเป็นปกติ)

ตัวเอง (เค้าอยากได้เสื้อตัวนั้นน่ะ)

ที่ร้ากกกกกกกกกกก (ขอตังค์หน่อยน้า)

คุณเจษฎา (เมื่อคืนไปไหนมา!!)

15.ชื่อที่ให้คนรักเรียก

แอน (เรียกกันเป็นปกติ) 

คุณแอน (ตังค์หมดอีกแล้วเหรอ)

คุณนายแอน (เสื้อน่ะ...ใส่ครบทุกตัวยัง)

พี่แอนค้าบบบบบบบ(เมื่อคืน owner เค้าพาไปเลี้ยงจริงจริ๊งงงง)

จบแล้วค้าบบ แห่กๆ 

เฮ้อ....เหนื่อย

ขอไม่ส่งต่อละกัน

เพราะรู้สึกว่าพี่ติ๊งโหน่งเค้าหว่านไปเยอะแล้ว

ไปก่อนนะจ๊ะ

พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ

 

ทาสอารมณ์

posted on 30 Nov 2009 13:55 by chabarimklong

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ฉันมีเหตุให้โกรธเคืองกับคุณสามี

เรื่องที่โกรธเคืองกันนั้นจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

แต่ "โทสะ" ในใจของฉันนี่แหละ ที่โหมกระพือให้มันลุกลาม

จากเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้

เช้าวันนั้น

ฉันตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะไปทำงาน

ด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่น เหมือนภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดลาวาออกมาได้ทุกเมื่อ

ยิ่งเห็นสามีทำเฉยๆ เป็นทองไม่รู้ร้อน ยิ่งหงุดหงิดยิ่งพาล

ทั้งที่จริงๆแล้ว สามีก็ทำตัวปกตินั่นแหละ  จริงๆเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าเราโกรธเคืองกันด้วยซ้ำ

แล้ว"โทสะ"ก็เป็นฝ่ายชนะที่เข้าครอบงำฉันสำเร็จ

ฉันแต่งตัวเสร็จ คว้ากุญแจรถขึ้นรถได้

กระแทกประตูรถปิดเสียงดังปัง!

สตาร์ทรถ กระชากรถถอยออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว

ตอนนั้นเองที่ฉันมองเห็นลูก

ลูกยืนมองฉันอยู่ที่ประตูหน้าบ้านด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ

เขาเพิ่งตื่นนอน จะต้องเตรียมตัวอาบน้ำไปโรงเรียน

ซึ่งมันควรจะเป็นหน้าที่ฉันที่ต้องคอยดูแลเขา

แต่ตอนนั้นฉันกลับคิดถึงแต่ตัวเอง

ปล่อยให้อารมณ์โกรธเข้าครอบงำ

ฉันขับรถออกมาโดยไม่สนใจอะไร

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีเตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียน

เพราะคิดว่ายังไงหน้าที่ส่งลูกตอนเช้าก็เป็นของเขาทุกวันอยู่แล้ว

ฉันขับรถมาถึงที่ทำงานแบบไม่รู้ตัว เหมือนคนไม่มีสติ

พอจอดรถได้เท่านั้นแหละ

ฉันร้องไห้ ร้องแบบสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น

ฉันไม่ได้ร้องไห้ เพราะเรื่องที่โกรธกับสามี

ฉันร้องไห้เพราะนึกถึงภาพที่ลูกยืนมองฉันแบบงงๆ

ลูกฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่โกรธกัน

ฉันควรต้องพาเขาไปอาบน้ำ แต่งตัว

ดูแลให้เขาทานอาหารเช้าให้เรียบร้อย

แล้วส่งเขาขึ้นรถให้สามีไปส่งที่โรงเรียนเหมือนทุกวัน

แต่ฉันกลับปล่อยให้ตัวเองตกเป็นทาสของอารมณ์

ไม่รู้จักใช้"สติ"ยั้งคิด

จนละเลยหน้าที่ที่พึงกระทำ

ฉันรู้สึกผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัย

ฉันไม่ควรทำให้ลูกต้องรู้สึกไม่ดี

ฉันไม่เคยลืมสายตาของลูกในวันนั้นเลย

จากวันนั้นเป็นต้นมา

ฉันบอกตัวเองเสมอว่า 

ฉันควรจะต้องรู้จักระงับอารมณ์และลดทิฐิลง

เรื่องบางเรื่องป่วยการจะมาโทษกันไปมาว่าฉันถูกเธอผิด

บางครั้งการข่มใจแล้วมองมันให้เป็นเรื่องเล็กน้อย

ก็ไม่ได้ยากเย็น หรือหนักหนาสาหัสจนทำไม่ได้

ทุกครั้งมีเรื่องผิดใจกันกับสามี(ส่วนใหญ่ก็เรื่องไม่เป็นเรื่อง)

ฉันจะพยายามนึกถึงสิ่งดีๆในตัวของเขาเสมอ

และนึกถึงสิ่งแย่ๆของตัวเอง

มันทำให้ฉันคิดได้ว่า

เขายังอดทน ยอมรับนิสัยแย่ๆ(เช่น ขี้บ่น เอาแต่ใจ เจ้าระเบียบเกินไป)ของเราได้

แล้วทำไมเราจะยอมเขาบ้างไม่ได้

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันคิดได้

และคอยเตือนตัวเองให้มี"สติ"อยู่เสมอ

เพราะฉันรู้แล้วว่า

เมื่อใดที่ปล่อยใจให้ขาด"สติ"

ตัวเรา ใจเราเองนั่นแหละ

ที่ต้องเจ็บปวด....

 

 

 

 

 

 

บันทึกของแม่

posted on 27 Nov 2009 11:41 by chabarimklong

เกริ่นนำ 

      เอนทรีนี้คงเป็นเอนทรีที่ยาวที่สุดในชีวิตของ จขบ.เลยก็ว่าได้ แต่อยากให้ทุกคนได้อ่าน และ แอบหวังให้ทุกคนที่เข้ามา ได้อ่านจนจบ บันทึกของแม่เล่มนี้ฉันได้เปิดอ่านเมื่องานศพของแม่ผ่าน พ้นไปแล้ว  แม่เข้าโรงพยาบาลในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เนื่องจากแม่มีอาการเหนื่อย  หอบมาก และหายใจไม่ออก ผลเอ็กซ์เรย์ บ่งบอกว่าปอดของแม่ถูกทำลายไปเกือบหมด และมี อาการน้ำท่วมปอด หมอบอกกับพวกเราว่า แม่น่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน ญาติพี่น้อง หลานๆ รวมถึง พ่อของฉันรีบเดินทางมาเยี่ยมแม่  อาการของแม่ทรงๆอยู่ในวันแรกๆจนในวันศุกร์ที่ 13  พฤศจิกายน 2552  ช่วงบ่ายแม่ก็เริ่มไม่รู้สึกตัวและจากไปอย่างสงบตอนประมาณ 5 โมงเย็น ขณะ ที่ฉันกำลังสวดมนต์อยู่ข้างๆ 

         พิธีศพของแม่จัดอย่างเรียบง่าย ตั้งสวดที่บ้านยายเป็นเวลาเจ็ดคืน ญาติพี่น้องทุกคนมากัน ครบ ทุกคนเศร้าเสียใจกับการจากไปของแม่ วันนี้เองที่ฉันได้เห็นว่าแม่เป็นที่รักของทุกคนมากเพียง ใด และฉันก็รู้ว่าความรักระหว่างคนในครอบครัวนั้นมีพลังมากมายมหาศาลจนเกินจะบรรยายออก มาเป็นคำพูด

 

 บันทึกของแม่

      

วันที่ 28 ก.ย. 2552

             

                   วันที่ข้าพเจ้า นางอำภาพร (ชื่อเล่น นก นกกะทิ น้องกะทิ ของคนในครอบครัว) ได้ เผชิญกับฝันร้ายอันยิ่งใหญ่ ความฝันที่เป็นความจริงเสียด้วย ในสภาพจิตใจของข้าพเจ้าซึ่งมีความ เข้มแข็งมาโดยตลอด ก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้กับคำวินิจฉัยของแพทย์ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ต่อ หน้าข้าพเจ้าคือนายแพทย์ ด้านหลังมีลูกสาว(น้องแอน) และสามี (พี่อ้น คุณจุลพล)ของข้าพเจ้า คอยดูแลตลอดเวลา ผลการตรวจวินิจฉัย มะเร็งเต้านมแพร่กระจายไปยัง ปอด ตับ และอาจถึง กระดูก รักษาก็ได้เพียงการประคับประคองให้ดีที่สุดเท่านั้น ไม่มีคำพูดใดๆจากลูกสาว(น้องแอน) ของข้าพเจ้า และพี่อ้น สามีของข้าพเจ้า คุณหมออธิบายถึงการรักษาแบบคร่าวๆ แต่ได้ใจความคือ การให้เคมีบำบัด หรือฮอร์โมน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าขอเลือกฮอร์โมน ซึ่งคุณหมอได้อธิบาย ว่า ถ้าได้ผล คือมะเร็งตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ได้รับ ยาตัวนี้ก็ใช้ต่อไปได้ ข้าพเจ้าเจ็บตัวน้อยที่สุด การรักษาไม่หวังผลให้หาย เพียงการประคับประคองชีวิตที่เหลือให้อยู่ได้ด้วยดีเท่านั้น

           อันที่จริงข้าพเจ้าได้รับการตรวจที่ รพ.พหลฯกาญจนบุรี ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน และถูกส่งตัวมาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาตินี้ ด้วยระยะโรคนี้ที่ยากจะเยียวยาแล้ว นาย แพทย์ที่ตรวจรักษาที่ รพ.พหลฯ บอกว่าข้าพเจ้าจะมีอายุอยู่อีกประมาณ 1 ปี เท่านั้น แต่สามีของ ข้าพเจ้า ลูกสาวของข้าพเจ้ายืนยันจะทำการรักษาขาพเจ้าให้ถึงที่สุด

           ด้วยความที่ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจตัวเอง ไม่รักตัวเอง และที่ลืมไปเลยคือคนที่รักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้คลำพบก้อนเนื้อขนาดเล็กที่เต้านมด้านขวาล่าง เมือ่ประมาณ 6-7 ปีมาแล้ว ในขณะที่ ข้าพเจ้ายังทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนอยู่ แต่ข้าพเจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครเลย  ปล่อยจน เกิดเป็นแผลแตก  ข้าพเจ้าทำแผลด้วยตัวเองทุกวันเป็นเวลา 2 ปีกว่า  จนถึงวันที่ข้าพเจ้ามีอาการ หลังแข็งจากการนั่งนานๆ ข้าพเจ้าจึงไปพบแพทย์ที่คลินิคแห่งหนึ่งเพื่อรักษาอาการหลังแข็ง และก็ ได้รับยามาทาน และทำกายภาพบำบัด 3 ครั้ง  โดยการนวดไฟฟ้าและใช้เครื่องยืดหลัง ขณะทำการ รักษา ข้าพเจ้าทานยากระดูกไม่ได้เลย เพราะปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน จึงหยุดยา ทำกายภาพ บำบัดครบ 3 ครั้ง ทำให้เดินแทบไม่ได้ เหมือนกับข้อตรงสะโพกผิดปกติ  เวลาลุกขึ้นเดินหรือยืน ต้องใช้ไม้เท้าช่วยค้ำยันตลอดเวลา  และแล้ววันที่ความจริงเปิดเผยก็มาถึงในวันที่ข้าพเจ้าเกิด อาการอ่อนเพลียและเดินแทบไม่ไหว พี่อ้นสามีของข้าพเจ้าก็คาดคั้นให้ข้าพเจ้าไปหาหมอตรวจ ร่างกายเพื่อทำการรักษา  ข้าพเจ้าจึงสารภาพอาการที่เจ็บป่วยทั้งหมดให้ทราบ พี่อ้นโทรไปตามพี่ พิมพา พี่สาวคนเดียวของข้าพเจ้าให้มาหาโดยด่วนเพื่อรับทราบอาการเจ็บป่วยของข้าพเจ้า และหา วิธีรักษาที่ถูกต้องร่วมกัน  ในขณะนั้นข้าพเจ้าร้องไห้ไม่ใช่เพราะความเจ็บป่วยหรือความกลัว แต่ เป็นเพราะความเสียใจอย่างลึกซึ้ง  ข้าพเจ้าได้ทำให้คนที่รักข้าพเจ้า 2 คน ต้องเจ็บปวดเป็นทุกข์ ต่อการเจ็บป่วยของข้าพเจ้า หลังจากนั้นพี่อ้นและพี่พิมพาก็หาข้อมูลคลินิคให้ข้าพเจ้าได้พบแพทย์ เป็นการเบื้องต้น และนัดตรวจอย่างเป็นทางการที่ รพ.พหลฯ กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2552 โดยได้ตัดชิ้นเนื้อที่แผลเต้านมไปตรวจ และได้ฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2552 และ ส่งตัวต่อไปที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  ถึงวันนี้ คนรอบข้างข้าพเจ้าได้รับทราบความเจ็บป่วยของ ข้าพเจ้าครบทุกคนแล้ว ทุกคนเป็นทุกข์และเจ็บปวดใจมาก ข้าพเจ้าเองเกิดอาการเครียดอย่างมาก ไม่สามารถพักอยู่ที่บ้านกับพี่อ้นได้ จึงต้องขอมานอนที่บ้านของแม่ในไร่ เพราะต้องการอากาศ ปลอดโปร่ง และพื้นที่โล่งกว้าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสบายตัวมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้ใน ตอนกลางคืน จะหลับได้น้อยมาก จะงีบได้บ้างในตอนเช้ามืด  พี่อ้นสามีของข้าพเจ้าเทียวรับ เทียว ส่ง ดูแลข้าพเจ้าอย่างดีด้วยความห่วงใย ข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงความเครียดและเป็นทุกข์สาหัสจากสามี ถึงแม้เขาจะไม่พูดอะไรออกมา  ที่บ้านแม่ แม่ของข้าพเจ้าอายุเกือบ 80 ปีแล้ว ดูแลข้าพเจ้าด้วย ความห่วงใย ทั้งหาอาหารการกินให้ คอยดูแลเป็นเพื่อนในขณะที่ข้าพเจ้านอนไม่หลับ  คำพูด ปลอบประโลมใจ ให้กำลังใจ ให้ต่อสู้และอดทนกับโรคให้ถึงที่สุด  ประโยคหนึ่งที่แม่พูดก็คือ "ถ้า แม่รับความเจ็บป่วยทั้งหมดจากลูกได้ แม่จะขอรับไว้เองทั้งหมด เพื่อไม่ให้ลูกต้องทุกข์ทรมาน" น้ำตาของข้าพเจ้ามันไหลกลับเข้าไปท่วมทั้งหัวใจ  พี่พิมพา พี่สาวของข้าพเจ้าก็คอยดูแลไม่ห่าง หาอาหารเสริมบำรุงสุขภาพมาให้ไม่ขาด  น้องแอนลูกสาวของข้าพเจ้าลางานมาอยู่เป็นเพื่อน หลายวันเพื่อคอยดูแลข้าพเจ้า  ทุกคนในครอบครัว ห่วงใย ดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี  อ๊อฟลูกชาย ของข้าพเจ้าโทร หาข้าพเจ้าเกือบทุกวัน ด้วยความห่วงใย แต่ในน้ำเสียงของลูกแม่รู้สึกได้ถึงความ ทุกข์ใจอย่างสาหัส  คุณพ่ออ๊อฟกับแอนก็โทรมาสอบถามด้วยความห่วงใยไม่ขาด โดยจะโทรสอบ ถามจากน้องแอนลูกสาว  พี่อ้นสามีของข้าพเจ้าเครียดนอนไม่หลับติดต่อกันหลายอาทิตย์จนต้อง ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล  ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะความไม่ใส่ใจ ไม่รักตัวเอง จึง ต้องทำให้คนรอบข้างเป็นทุกข์และเจ็บปวดมากอย่างนี้  ทุกคนพยายามหาหมอดีที่สุดเพื่อรักษา ข้าพเจ้า   แต่มันคงไม่ทันเวลา  สิ่งที่เยียวยาจิตใจข้าพเจ้าได้มากที่สุดในเวลานี้ คือความรักอันยิ่ง ใหญ่ของแม่ ของลูก ของพี่น้องทุกคนและของสามี  มันทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจและจะพยายาม ต่อสู้ให้ถึงที่สุด

           ความเจ็บป่วยของข้าพเจ้าในครั้งนี้ไม่ใช่จะไม่มีข้อดีเอาเสียเลยในความเจ็บป่วยทนทุกข์  ข้าพเจ้าได้รับความรักอันยิ่งใหญ่จากแม่  มันไม่เคยมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดๆเลย  ได้กลับมานอน ใกล้ๆแม่อีกครั้ง  ได้อยู่ใกล้ๆลูกบ่อยมากขึ้น  ได้รับสัมผัสอันห่วงใย และกำลังใจจากลูก ได้รับ ความห่วงใยอาทรจากญาติพี่น้องและคนรอบข้าง ซึ่งในยามที่เราเป็นปกติสุข ไม่ทุกข์ ไม่เจ็บไม่ไข้  เราอาจจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป โดยไม่คิดแม้แต่จะหันไปมอง มาถึง ณ.วันนี้

       

       ส่งท้าย

              จขบ.ขอขอบคุณทุกคนที่อดทนอ่านมาจนจบ บันทึกของแม่นี้ จขบ.ขออนุญาติ ตัดทอน ตามความเหมาะสม ตอนนี้ จขบ.รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่ยังคงคิดถึงแม่อยู่ไม่คลาย ขอบคุณทุกคน ที่ให้กำลังใจเสมอมา กลิ่นของมิตรภาพช่างหอมหวานติดตรึงในใจ ขอบคุณทุกคนจากใจจริงค่ะ