แม่จ๋า...ยามันดื้อ

posted on 24 Aug 2010 00:47 by chabarimklong

ช่วงนี้เข้าหน้าฝน

ที่ไหนๆก็ชุ่มฉ่ำไปหมด

แต่ก็นะ....หน้าฝนบ้านเรามันเอาแน่เอานอนได้ที่ไหน

เช้าๆแดดยังแจ๋อยู่เลย บ่ายๆฝนเทยังกะฟ้ารั่ว

แถมบางทีช่างเลือกเวลาตกได้เหมาะเจาะซะเหลือเกิน

นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศทั้งวันไม่ยักกะตก

พอใกล้ๆห้าโมงเย็น ทีนีล่ะตั้งเค้าทะมึนมาเชียว

ทำให้บางคนพาลจะไม่สบายเอาง่ายๆ (แต่หายยาก)

ช่วงวันแม่ที่ผ่านมาโฟล์คก็ไม่สบาย

เรื่องอาการเจ็บป่วยของลูกนี่

เชื่อว่าแม่ทุกคนไม่อยากให้เกิด

โดยเฉพาะตัวลำยองด้วยแล้ว

ลูกไม่สบายแต่ละที่นี่เหนื่อยแทบขาดใจ

จริงๆแล้วโฟล์คเป็นเด็กที่จะว่าแข็งแรงก็แข็งแรงนะ

เพราะก็ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรบ่อยๆ

แต่ถ้าลองว่าไม่สบายแล้วล่ะก็ไม่มีหรอกที่จะกินยาแก้ไข้ นอนพักแล้วหาย

ยังไงก็ต้องถึงมือหมอทุกคราวไป

ครั้งล่าสุดนี่ก็หาหมอถึงสองรอบ

เริ่มจากเมื่อวันแม่โฟล์คมีอาการตัวรุมๆ และเริ่มไอ

ตอนกลางคืนก็ตัวร้อนและไอมากขึ้น ไอจนโฟล์คบ่นว่าเจ็บ

กินยาก็ไม่ดีขึ้น ก็เลยพาไปหาหมอ

ทีนี้จะรอไปหาคลีนิคที่เคยไปประจำก็ต้องรอกันถึงเย็น

เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก

(แต่จริงๆก็ไกลเหมือนกันแหละ)

เพราะเห็นเพื่อนบ้านซึ่งมีลูกเล็กเค้าพาลูกไปเวลาไม่สบาย

แล้วเค้าบอกว่าดี

ขอเท้าความซักหน่อยว่า  แต่ไหนแต่ไรมา

ลำยองต้องขอสารภาพว่าไม่ค่อยถูกโรคกับโรงพยาบาลของรัฐสักเท่าไร

ไม่ใชว่าโรงพยาบาลรัฐไม่ดี หรือไม่มีคุณภาพ

แต่เป็นตัวลำยองเองที่เป็นคนใจร้อน ชอบสะดวกไม่ชอบรออะไรนานๆ

ที่ผ่านมาเวลาลูกไม่สบายก็จะไปโรงพยาบาลที่มีคลินิคเด็กโดยเฉพาะ

พอย้ายบ้านไม่มีโรงพยาบาลใกล้ๆ ก็หาหมอที่คลินิคซึ่งเป็นหมอเด็ก

ที่ต้องเจาะจงเป็นหมอเด็ก ก็ไม่ได้มีอคติกับหมอทั่วไปอีกเช่นกัน

เพียงแต่รู้สึกว่า หมอที่เป็นหมอเด็กโดยตรง

จะมีความอดทนในการตรวจเด็กเล็กๆ

ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมให้หมอตรวจแต่โดยดีหรอก

บางคนหมอแค่เอาหูฟังแตะหลังก็ร้องบ้านแตกแล้ว

ครั้งหนึ่งตอนอยู่คอนโด โฟล์คไม่สบาย

แม่ก็พาไปหาหมอที่คลินิคใกล้ๆ

หมอก็ว่าป็นไข้หวัดธรรมดา  ให้ยามากินตามปกติ

กินยาอยู่สองวันอาการก็ไม่ดีขึ้น

ก็พากลับไปหาหมอที่เดิมอีก

หมอก็ว่าไม่เป็นไรอีก ให้ยากลับมากินเพิ่ม

อาการของโฟล์คคือตอนกลางวันเนี่ยจะปกติมาก

แต่พอตกค่ำจะมีไข้สูง และไอมาก

ก็ไม่ได้ให้ลูกหยุดเรียน

คราวนี้อาการหนักขึ้น  ขนาดที่ว่าคุณครูต้องโทรมาตามแม่

คราวนี้เอาลูกเข้าโรงพยาบาล หาหมอเด็กโดยตรง

ผลการตรวจปรากฎว่า

โฟล์คเป็นปอดบวมค่ะ

แต่หมอบอกว่าไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้

ให้ยามากินแล้วก็ต้องไปฉีดยาวันละเข็มเป็นเวลา 3 วัน

นั่นเเหละถึงได้หาย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกไม่สบายเมื่อไหร่ หมอเด็กอย่างเดียวเลยค่ะ

(ที่เขียนมาเป็นความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ ไม่ได้ว่าหมออื่นไม่ดี)

อะ....กลับมาเรื่องศูนย์การแพทย์

พาลูกไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์  โดยลืมไปว่าศูนย์การแพทย์

เป็นโรงเรียนแพทย์ มีนักศึกษาแพทย์ 

เพราะฉะนั้นโฟล์คเลยถูกตรวจโดยนักศึกษาแพทย์

น้องๆน่ารักมากค่ะ ซักประวัติ สอบถามอาการอย่างละเอียด

พยายามตั้งใจตรวจกันเต็มที่

แต่ฟังปอดแล้วไม่แน่ใจ น้องเค้าเลยไปเรียก"พี่"มาฟัง

"พี่"นี่ลำยองเข้าใจว่าคงเป็นหมอนะค่ะ

พอหมอมาก็ตรวจซ้ำอีกที  หมอก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก

เป็นไข้หวัดธรรมดานี่แหละ  แต่ร่างกายเด็กอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่

และตอนกลางคืนร่างกายจะอ่อนแอกว่าตอนกลางวัน

เลยทำให้โฟล์คมีไข้สูง และ ไอมากในตอนกลางคืน

และคุณหมอยังได้กรุณาให้ความรู้ลำยองมาอีกอย่างว่า

โฟล์คน่ะ กินแต่ยาแรงๆ จนมีอาการดื้อยา

คือเวลาไม่สบาย ไปหาหมอ ก็ได้ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้แพ้มาทุกครั้ง

คุณหมอบอกว่ายาพวกนี้ ทำให้อาการดีขึ้นเร็วก็จริง

แต่ในระยะยาวแล้ว มันทำให้ร่างกายเกิดอาการดื้อยา

คราวนี้ปวดหัว ตัวร้อน กินยาแก้ไข้ก็ไม่หายแล้ว

ต้องกินแต่ยาแรง จึงจะหาย

โอ....ที่ผ่านตรูเข้าใจผิดมาตลอดเลยรึเนี่ย

ไอ้เราก็คิดว่ายาพวกนี้มันดีเนอะ  กินแล้วดีขึ้นไวยังกะเสกแน่ะ

คุณหมอก็เลยสั่งจ่ายยาแก้ไข้ กับยาแก้ไอมาให้

แล้วบอกว่าถ้ายังไม่ดีขึ้นอีกให้พากลับมาหาใหม่หมอจะให้ยาฆ่าเชื้อ

แล้วก็เป็นดังคาด ที่คุณหมอพูดเรื่องยาแรงคงจะจริง

คือโฟล์คไม่ดีขึ้นค่ะ กินยาแก้ไข้ แก้ไอ หมดไปอย่างละขวดแล้ว

แต่คราวนี้ไม่ได้พากลับไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์แล้วค่ะ

ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ  แต่ขี้เกียจขับรถ และคนเยอะมากกกกกกกก

เลยรอพาไปหาหมอที่คลินิคประจำตอนเย็น

สุดท้ายโฟล์คก็ต้องกินยาฆ่าเชื้อไปตามระเบียบ

พอได้ยาฆ่าเชื้อเข้าไป อาการก็ดีขึ้น แต่ก็ต้องหยุดเรียนต่ออีกตั้งสองวัน

ทั้งๆที่หยุดยาววันแม่มาตั้งสี่วันแล้ว

เจ้าโฟล์คเองตอนตรวจคงได้ยินหมอพูดเรื่องอาการดื้อยา

เมโมรี่ในสมองของเด็กหกขวบรีบเก็บบันทึกทันที

แต่ไหงฟังไปฟังมาจาก ดื้อยา กลายเป็น ยาดื้อ ก็ไม่รู้

กลับมาบ้านใครถามว่าไม่สบายเหรอ

เจ้าโฟล์คก็จะตอบว่า "โฟล์คเป็นหวัด กินยาไม่หาย ยามันดื้อ"

เจอะใครก็บอกเค้าไปหมดว่า ยามันดื้อ

พอถึงเวลากินยา ลำยองก็ป้อนยาให้

เจ้าโฟล์คก็บอก"แม่ๆ เนี่ยคุณหมอเค้าบอกว่ายามันดื้อ"

ไอ้เราก็เออๆออๆ ไปกะมัน"ใช่ๆลูกยามันดื้อจริงๆด้วย ต้องรีบกินนะเนี่ย ยามันดื้อ"

ตอนนี้ก็หายสนิท กลับมาป่วนแม่มันได้แล้ว หลังจากสิ้นฤทธิ์ไปหลายวัน

เฮ้อ....ไม่สบายแต่ละทีเล่นเอาแม่โทรมเลย

ช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันหน่อยนะจ๊ะ

จะได้ไม่เจ็บไม่ป่วยกันไปซะก่อน

ส่วนใครที่เจ็บป่วย ไม่สบาย แล้วชอบกินยาแรงๆ

ระวังนะจ๊ะ....

"ยามันดื้อ"

เจอกันเอนทรีหน้าจ้ะ

 

ใครที่ติดตามอ่านบล็อกนี้มาเรื่อยๆ

คงพอจะเดาได้ถึงความ เฮี้ยว ความแสบของเจ้าโฟล์ค

โฟล์คเป็นเด็กที่เกิดปีลิง

ตอนลำยองท้อง

ลำยองฝันว่า มีคนหิ้วกรงใส่ลิงเดินมาหา

พอเดินมาถึงตัวลำยองเค้าก็เปิดกรง

แล้วบอกให้ลำยองจับลิงในกรง

ในฝันนั้น

อิลำยองก็ยื่นมือออกไปลูบลิงในกรงนั้น

ของเค้าแรงจริงๆค่ะคุณขา

ทุกวันนี้ไอ้ลิงตัวนั้นมันหกขวบแล้วค่ะ

วีรกรรมความซนของโฟล์คมีมากมาย

โฟล์คเฮี้ยวขนาดที่ว่า

ใครที่อยากแสนอยากจะมีลูก

มาเห็นอิโฟล์คแล้วต้องกลับไปคิดใหม่

โฟล์ค แสบ ซน ป่วน จนแม่เครียด

ต้นปี 49 ซึ่งโฟล์คอายุได้เกือบๆสองขวบ

ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็ต้องพูดแล้ว แต่โฟล์คไม่ยอมพูด

ที่จริงก็ไม่ใช่ไม่พูด ก็เรียกพ่อ แม่ได้ แต่นอกนั้นโฟล์คพูดภาษาต่างดาว

ความที่ลูกซนยังกะลิงป่า แถมไม่ยอมพูดอีก

กลัวว่าลูกจะเป็นไฮเปอร์

ที่ว่าซนเนี่ย มันซนแบบสุดๆจริงๆ

alert ตลอดเวลา คำว่า"อยู่นิ่งๆ"ไม่มีในพจนานุกรมของโฟล์ค

โฟล์คเอาแหนบไปแหย่ปลั๊กไฟ ไฟดับทั้งบ้าน (ทั้งๆที่ซื้อที่อุดปลั๊กมาอุดนะ มันยังแงะออกมาได้)

โฟล์คเอาผงซักฟอกไปใส่อ่างบัว ผลคือทั้งบัวและปลาหางนกยูงที่เลี้ยงไว้ตายยกอ่าง

โฟล์คเอาแชมพูจอห์นสันมาละเลงกลางบ้าน

โฟล์คแอบเอากรรไกรตัดผ้าปูที่นอนเป็นรู

(ทั้งผงซักฟอก,แชมพูจอห์นสัน,กรรไกร,แหนบ ทุกอย่างเก็บอยู่ในตู้มิดชิด แต่ไม่เกินความพยายามโฟล์ค)

โฟล์คเล่นได้แบบไม่หลับไม่นอน เที่ยงคืน ตีหนึ่ง โฟล์คก็ยังลั้นลา

ไม่ไหวแล้วกรู 

ครั้นจะเอาขี้เถ้ายัดปากมัน ก็จะได้ออกทีวีในบทแม่ใจยักษ์

ลำยองเลยปรึกษากะสามีว่า ควรไปปรึกษาหมอ

ชีวิตเกิดมาก็ไม่เคยมีลูก

เอาไงดีวะเนี่ยกรู

ลองไปถามหมอที่ทำคลอดเจ้าโฟล์ค

หมอแนะนำให้พาไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ก็ไปตามคำแนะนำ

หลังจากลำยองกะสามีทำแบบทดสอบและตอบคำถามมากมาย

โฟล์คก็ได้พบคุณหมอซึ่งให้คำยืนยันว่า

โฟล์คไม่ได้เป็นไฮเปอร์ และ ไม่เป็นออทิสติกแน่นอน

สบายใจไปเปลาะนึง

แต่โฟล์คยังซนวายป่วงเหมือนเดิม

จนวันึงเจอน้องสาวของพี่ที่สนิทกัน เค้ามีลูกเป็นไฮเปอร์

ก็เลยลองถามๆเค้าดู

เค้าแนะนำให้ไปศูนย์แห่งหนึ่ง เป็นศูนย์ฝึกพัฒนาการเด็กของเอกชน

ก็พากันไปกับสามี

ที่ศูนย์นี้มีเด็กที่เป็นออทิสติกและไฮเปอร์มาฝึกเยอะมาก

เราต้องจองเวลาและครูฝึกเอาไว้

ผลการวิเคราะห์ ถึงสาเหตุที่โฟล์คซนวายป่วงและไม่ยอมพูด

เป็นเพราะวันๆอยู่แต่กับแม่(ตอนนั้นอยู่คอนโด วันๆเลี้ยงกันอยู่แต่ในห้อง)

แม่เลี้ยงลูกแบบเป็นแพทเทิร์น  คือกิจกรรมแต่ละวันเหมือนๆกันไปหมด

แถมยังเลี้ยงแบบรู้ใจลูก  ลูกจะเอาอะไรแค่ทำท่าทำทาง แม่ก็จัดการให้เรียบร้อย

ทำให้โฟล์คไม่มีความจำเป็นต้องพูด

ประกอบกับลำยองเป็นคนพูดเร็ว(ขนาดสามีบางทียังฟังไม่ทัน)

โฟล์คก็เลยไม่สามารถเลียนแบบคำพูดแม่ได้

ตอนนั้นก็เลยต้องพาโฟล์คไปฝึกพัฒนาการอาทิตย์ละสองครั้ง

ครั้งละหนึ่งชั่วโมง(ค่าบริการชม.ละ 500 ) - -"

ฝึกโดยนักกิจกรรมบำบัดตัวต่อตัว

(พ่อแม่รอข้างนอกนะจ๊ะ ได้แต่ไปแอบๆเกาะประตูกระจกดู ห้ามถ่ายรูปด้วย) 

การฝึกก็จะมีหลายรูปแบบ หลายด้าน

ไปฝึกอย่างนี้อยู่ประมาณหนึ่งปี

พัฒนาการของโฟล์คก็ดีขึ้น

รวมไปถึงการพูดด้วย(ทุกวันนี้จากไม่พูดกลายเป็นพูดไม่หยุด)

การฝึกทำให้โฟล์คมีสมาธิมากขึ้น เลยดูเหมือนจะ"ซน"น้อยลง

(ในขณะที่พ่อแม่มันรู้สึก"จน"มากขึ้น)

ไม่กี่เดือนหลังจากเลิกฝึกโฟล์คก็เข้าเรียนอนุบาล

อิลำยองแสนจะดีใจ

ปล่อยมันไปเป็นภาระครูแทน

ทุกวันนี้โฟล์คโตขึ้น ความซนก็เพลาลงไปเยอะ

แต่ความแสบ และความกวนตีนยังเหมือนเดิม

ช่วงก่อนหน้านี้ที่เค้ามีการชุมนุมทางการเมืองกัน

ตอนขับรถไปรับมันกลับจากเรียนพิเศษ

โฟล์คยื่นหน้ามาถามว่า"แม่ๆ แม่เป็นคนเสื้อสีไรอะ"

ทำอิลำยองเหวอไปสามวิ  ก่อนจะตอบไปว่า

"สีทนได้จ้ะ"  ทำอิโฟล์คเหวอกว่า

บอกแล้วไง

เลียงลูกน่ะ.....

มันไม่ง่ายเหมือนในโฆษณานมผงหรอกจ้ะ

เจอกันเอนทรีหน้านะจ๊ะ

 

 

 

 

เรื่องท้องๆกับละครไทยๆ

posted on 29 Jul 2010 00:10 by chabarimklong

หยุดเข้าพรรษาหลายวัน

ไปเที่ยว ไปทำบุญที่ไหนกันมาบ้าง

ลำยองไปเมืองกาญจน์มาแหละ

ไปบ้านยาย แล้วก็ไปทำบุญด้วย

เอาบุญมาฝากทู้กกกกกคนเลยยยยย

มารับกับกันไปเร็วเร้วววววว

อะ......มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ใครที่ดูทีวี ดูละคร คงต้องเคยคิดเหมือนลำยองมั่งแหละ

ว่าอิฉากต่างๆ ในละครเนี่ย ชีวิตจริงมันมีด้วยเหรอวะ

เช่น พระเอก นางเอก ล้มลงไปทับกัน สบตากัน แล้วก็ปิ๊งๆกัน

แม่พระเอกนั่งกินข้าวเช้าอยู่กับบ้าน โดยที่ผมยีพอง กระบังตั้งสูง ชุดกรุยกราย เครื่องเพชรครบชุด

เอ่อ....เมิงตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัวตอนตีสามเรอะ

แต่ซีนไหน ในละคร ก็ไม่คาใจอิลำยองเท่าฉาก "แพ้ท้อง"

มันคาใจ๊ คาใจ แกมรำคาญใจจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็น นางเอก นางร้าย  เพื่อนนางเอก ตัวประกอบ

ถ้าในบทมีว่าต้องท้องเนี่ย กี่เรื่องๆ เหมือนกันหมด

ประหนึ่งมีคนร่างกฎเอาไว้ ใครไม่ทำตามละครจะไม่ได้ออนแอร์

1. ต้องเหม็นกลิ่นอาหารอย่างรุนแรง

ซีนประมาณว่า นางเอกเดินเข้าครัวมาถามแม่ว่ามีไรกินบ้าง

แม่ยกถ้วยน้ำพริกปลาร้าของโปรดให้ดู นางเอกที่ปกติจกปลาร้ากินทีเป็นต่อนๆ

ก็จะต้องทำท่าผะอืดผะอมอย่างรุนแรง มือซ้ายยกขึ้นมาทาบอก มือขวาทำท่าปิดปาก

พร้อมกับวิ่งไปโอ้กอ้ากในห้องน้ำ แล้วอ้วกเบาๆไม่ได้นะ ต้องอ้วกดังๆ ให้คนขางนอกสงสัยด้วย

กรูล่ะอยากจะบอกเหลือเกินว่าในชีวิตจริงเนี่ย มันก็เป็นกันเยอะนะ

ไอ้อาการเหม็นอาหารบางอย่างเนี่ย

ตอนลำยองท้องก็เป็น แต่กรุก็ไม่เคยออกแอ็คติ้งขนาดนั้น แพ้ท้องเหม็นอาหารนะยะ

ไม่ได้มีใครเอาขี้มาเขวี้ยงหน้า ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้

2. ต้องอยากกินของเปรี้ยว ของดอง ประหนึ่งว่าเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต

ซีนจะเป็นประมาณว่า อิพวกเพื่อนๆนางเอกล้อมวงกินมะม่วงจิ้มกะปิ ซี้ดซ้าดๆ กันอยู่

นางเอกมาเห็น เกิดเปรี้ยวปากน้ำลายไหล ขอกินด้วย เเล้วก็ยัดทะนานเข้าปากหน้าตาเฉย

แน่นอน อิเพื่อนๆต้องทำหน้า งงๆ แล้วพูดว่า"แก..กินเข้าไปได้ไงหน้าตาเฉย เปรี้ยวเข็ดฟันจะตาย"

นางเอกก็จะทำหน้าแบ๊วๆ กระพริบตาสองที แล้วบอกว่า"ไม่เห็นเปรี้ยวเลยอร่อยจะตาย"

 แล้วก็ยัดทะนานต่อไป

ชีวิตจริงน่ะนะ ไม่ใช่ทุกคนหรอกจ้ะ ที่ท้องแล้วจะต้องอยากของเปรี้ยว ของดอง

ยิ่งของดองเนี่ยยิ่งแล้วใหญ่มันไม่เหมาะกับคนท้องอย่างแรง เพราะมันทำให้ท้องเสียได้

และของดองบางอย่างอาจมีเชื้อโรค หรือแบคทีเรียปนเปื้อนมาได้ 

 แต่ที่คนท้องบางคนเค้ากินของเปรี้ยวเนี่ย

เพราะเค้ารู้สึกว่าผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเนี่ยมันช่วยลดอาการผะอืดผะอมคลื่นไส้ได้

ตัวลำยองเองตอนท้องก็ไม่ได้อยากกินของเปรี้ยวของดองเลยซักกะติ๊ด

ไม่ต้องกลัวคนดูเค้าไม่รู้ว่าเมิงท้องหรอก  เค้ารู้ตั้งกะตอนเมิงวิ่งไปอ้วกในห้องน้ำแล้ว

3. หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม ได้ทุกที่ทุกเวลา

ซีนจะเป็นประมาณว่า นางเอกกำลังเถียงกับพระเอกอยู่ว่าใครกินกุ้งตัวสุดท้ายในจานไป

จู่ๆ นางเอกก็หน้ามืดเป็นลมซะงั้น (พระเอกแอบโล่งใจ กรูแดกไปเองแหละ แม่ง!!เซ้าซี้อยู่ได้ แค่กุ้งตัวเดียว)

ตอนลำยองท้องตั้งแต่เดือนแรกจนคลอด ก็ไม่เคยเป็นลมเลยทั้งๆที่แพ้ท้องหนักมากกกก

มีแต่หน้ามืด เวียนหัวในเดือนแรกๆ นอนพักก็ดีขึ้น  ก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจริงจะไม่มีนะ

คนท้องที่หน้ามืดเป็นลมน่ะ

แต่เมิงเล่นเป็นลมกันทุกเรื่องจนบางคนเค้าคิดว่าคนท้องต้องเป็นลมบ่อยพอๆกับตดเลยมั้ง

4. ถ้าเป็นนางเอก เวลาท้องต้องเก็บเป็นความลับไม่ให้พระเอกรู้

ตรงกันข้ามถ้าเป็นนางร้ายต้องรีบแจ้นไปอ้างสิทธิ์ในตัวพระเอกทันที 

อันนี้โนคอมเมนท์ เพราะชีวิตจริงผัวกรุก็รู้พร้อมกันแหละ

5. เวลานางเอกไปตรวจว่าท้องมั๊ย หมอต้องบอกว่า"ยินดีด้วยครับ/ค่ะ คุณตั้งครรภ์ได้2เดือนแล้ว"

หรือ"ยินดีด้วยครับ/ค่ะ คุณกำลังจะได้เป็นแม่คนแล้ว"

อยากจะบอกว่า หมอไม่จำเป็นต้องแสดงความยินดีก็ได้

ในชีวิตจริงน่ะ บางคนมันก็ไม่ได้ดีใจหรอกที่รู้ว่าตัวเองกำลังท้องน่ะ 

ที่เขียนมาทั้งหมดนี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ

บวกกับประสบการณ์ในการท้องส่วนตัวนะจ๊ะ

จริงๆแล้วละครเค้าก็คงต้องการให้มันมีสีสันแหละ

ดูๆไปไม่ต้องคิดอะไรก็ขำๆดี 

แถมมีเรื่องให้เราคาบมาอัพบล็อกได้อีก

เจอกันเอนทรีหน้าจ้ะ

 

 

 

**ไม่เกี่ยวกับเอนทรี แต่อยากเล่า เอนทรีที่แล้วเล่าว่าสามีงานยุ่งมาก

เมื่อวานสามีหยุดงาน เพื่อนบ้านแตกตื่นกันใหญ่ไม่รู้ว่ามันหยุด

 มีแต่คนมาถามว่าทำไมวันนี้กลับเร็ว (เพื่อนบ้านยังรู้เลยว่าอินี่มันทำงานไม่มีวันหยุด)